พ่อเมืองนครพนม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินกิจกรรมโรงเรือนเลี้ยงไหมและโรงเรือนองค์ความรู้หม่อนไหม แปลงฟื้นฟูการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ตามโครงการสืบสานพระราชปณิธาน “นาหว้าโมเดล” ในโอกาสครบรอบ 50 ปี โครงการศิลปาชีพ

วันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2567 เวลา 15.30 น. ณ แปลงฟื้นฟูการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ตามโครงการสืบสานพระราชปณิธาน “นาหว้าโมเดล” ในโอกาสครบรอบ 50 ปี โครงการศิลปาชีพ บ้านนางัว หมู่ที่ 2 ตำบลนางัว อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม

นายวันชัย จันทร์พร ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินกิจกรรมโรงเรือนเลี้ยงไหมและโรงเรือนองค์ความรู้หม่อนไหม แปลงฟื้นฟูการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ตามโครงการสืบสานพระราชปณิธาน “นาหว้าโมเดล” ในโอกาสครบรอบ 50 ปี โครงการศิลปาชีพ ณ บ้านนางัว หมู่ที่ 2 ตำบลนางัว อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม

“นาหว้าโมเดล” การพัฒนาภูมิปัญญาผ้าไทยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตสู่ความเจริญอย่างยั่งยืน
นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพสกนิกร ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จพระราชดำเนินทรงตามรอยพระบาท คู่พระบารมี สู่ต้นกำเนิดศิลปาชีพ ในการประกอบพระราชกรณียกิจทรงเยี่ยมกลุ่มทอผ้าไหมกลุ่มแรกของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ บ้านนาหว้า พร้อมพระราชทานลายผ้า “ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา” และเสด็จทอดพระเนตรการจัดงานแสดงผลิตภัณฑ์และงานหัตกรรมชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมพระราชทานคำแนะนำแก่กลุ่มทอผ้า ณ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2565

ทรงมีพระราชดำริให้จัดทำโครงการสืบสานพระราชปณิธาน “นาหว้าโมเดล” ในโอกาสครบรอบ 50 ปี โดยกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย สนับสนุนการดำเนินงานตามพระราชดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ซึ่งการขับเคลื่อนในระดับพื้นที่นำทีมโดย นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ กรรมการที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุกและผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย พร้อมคณะผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย มีกลุ่มเป้าหมายร่วมโครงการ จำนวน 6 กลุ่ม ดังนี้ 1) ศูนย์หัตถกรรมและจำหน่ายสินค้าพื้นบ้านวัดธาตุประสิทธิ์ 2) กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรทอผ้าไหมบ้านท่าเรือ 3) กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองวัดศรีบุญเรือง บ้านนางัว 4) กลุ่มสตรีทอผ้าบ้านโคกสะอาด 5) กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านนาหว้า หมู่ 3 และ 6) กลุ่มคนรุ่นใหม่หัวใจคือชุมชน

ทั้งนี้ ความสำเร็จของการดำเนินงานโครงการสืบสานพระราชปณิธาน “นาหว้าโมเดล” ในโอกาสครบรอบ 50 ปี ได้แก่
1) มีการบูรณาการองค์ความรู้เพื่อพัฒนาผ้าถิ่นไทย โดยทีมผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่พัฒนาเชิงลึกตามกลุ่มเป้าหมายฯ มีการอนุรักษ์ลายผ้าโบราณ โดยผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ปรับทำสีใหม่ย้อมด้วยสีธรรมชาติ ให้สวยงาม กลุ่มละ 10 แบบ รวม 60 แบบ ออกแบบผ้าลายสร้างสรรค์ลายใหม่ให้เป็นสากล ให้ทอลายใหม่และย้อมด้วยสีธรรมชาติ กลุ่มละ 5 แบบ รวม 30 แบบ ซึ่งการพัฒนาผ้าลายสร้างสรรค์ใหม่และย้อมสีธรรมชาติได้รับความนิยมจำนวนมาก มีทางเลือกที่หลากหลาย กลุ่มลูกค้าเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งการย้อมสีธรรมชาติยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม ทำน้อยได้มาก ทำให้ยอดรายได้ของกลุ่มเพิ่มมากขึ้น
2) ฟื้นฟูการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและส่งเสริมการปลูกฝ้าย สร้างมาตรฐานเส้นใย โดยกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองวัดศรีบุญเรือง บ้านนางัว ได้ปลูกหม่อนในพื้นที่สาธารณะของหมู่บ้าน จำนวน 3 ไร่ ปรับปรุงโรงเรือนเลี้ยงไหมในพื้นที่ดังกล่าว 2 หลัง ทำการเลี้ยงมาแล้ว 3 รอบ ได้เส้นไหม 2 กิโลกรัม และกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรทอผ้าไหมบ้านท่าเรือ มีการปลูกหม่อนในพื้นที่สาธารณะของหมู่บ้านและหัวไร่ปลายนา จำนวน 2 ไร่ ปรับปรุงโรงเรือนเลี้ยงไหม 2 หลัง ทำการเลี้ยงมาแล้ว 7 รอบ ได้เส้นไหม 11 กิโลกรัม และกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านนาหว้า หมู่ 3 ได้ปลูกฝ้ายในพื้นที่กลุ่ม จำนวน 2 งาน ซึ่งเป็นการลดต้นทุนวัตถุดิบและสร้างมาตรฐานเส้นใยในการทอผ้า
3) ส่งเสริมปลูกพืชและไม้ให้สีย้อมผ้าและสอนเทคนิคการย้อมสีธรรมชาติ โดยกลุ่มได้ไปศึกษาดูงานการย้อมสีธรรมชาติที่บ้านผักคำภู จังหวัดสกลนคร และมีทีมผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสกลนคร มาสอนเทคนิคการย้อมสีธรรมชาติให้ได้มาตรฐาน สีสวยงามทันสมัยและติดทนนาน
4) ได้รับการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ โดยนักออกแบบและผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบแบรนดิ้งและบรรจุภัณฑ์ ส่งมอบให้กลุ่มทั้ง 6 ในรูปแบบที่กลุ่มสามารถนำไปทำซ้ำได้ ใช้งานได้จริง
5) พัฒนาแปรรูปผ้าไทย โดยนักออกแบบ/ผู้เชี่ยวชาญ แปรรูปผ้าและเครื่องแต่งกายทันสมัย สามารถสวมใส่ได้ทุกเพศทุกวัย และตรงตามความต้องการของตลาด ทำให้เกิดความต้องการในการซื้อผ้าไทยเพิ่มมากขึ้น กลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่หันมาสนใจสวมใส่ผ้าไทย มียอดสั่งซื้อจากหน่วยงานราชการเพื่อนำไปตัดชุดทีม จำนวน 30 ชุด และมียอดสั่งซื้อผ้าจากลูกค้าทั่วไปอย่างต่อเนื่อง
6) การประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้และการตลาด โดยนำผ้าที่ได้รับการพัฒนาไปจัดแสดงและจำหน่ายในงานศิลปาชีพ ที่เมืองทองธานีและห้างสรรพสินค้าไอคอนสยาม ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อทุกช่องทาง จัดทำหนังสือนาหว้าโมเดลพร้อมตีพิมพ์รูปเล่มและฉบับอิเล็กทรอนิกส์ ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์ และสร้าง Platform ออนไลน์ สำหรับจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในแบรนด์ “นาหว้าโมเดล” ผ่านช่องทาง Line/Instagram/ Facebook ทำให้ผู้บริโภคมีช่องทางการซื้อเพิ่มขึ้น ทั้งทางออฟไลน์และออนไลน์ อีกทั้งยังสร้างทีมคนรุ่นใหม่หัวใจคือชุมชน เข้ามาช่วยในด้านการตลาดและพัฒนาลวดลายรูปแบบให้ทันสมัยรวมทั้งเป็นการสืบทอดภูมิปัญญา ทำให้กลุ่มที่เข้าร่วมโครงการนาหว้าโมเดล ทั้ง 6 กลุ่ม สมาชิกรวม 285 ราย มีรายได้เพิ่มขึ้น 2,363,360 บาท คิดเป็นร้อยละที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 30% ส่งผลให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งในครอบครัวและชุมชน

ในการนี้ นายชัยณรงค์ กาญจะนะกันโห พัฒนาการจังหวัดนครพนม พร้อมด้วยนางสาวพันสี คุณธรรม ผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์การพัฒนาชุมชน นางวรนุช กรุงเกตุ ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาชุมชน และนางรัชต์วรรณ ไวยากรณ์พัฒนาการอำเภอนาหว้า และนักวิชาการพํฒนาชุมชนจังหวัดนครพนม ได้ร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินกิจกรรมโรงเรือนเลี้ยงไหมและโรงเรือนองค์ความรู้หม่อนไหม แปลงฟื้นฟูการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ตามโครงการสืบสานพระราชปณิธาน “นาหว้าโมเดล” ในโอกาสครบรอบ 50 ปี โครงการศิลปาชีพ บ้านนางัว หมู่ที่ 2 ตำบลนางัว อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม

#WorldSoilDay #วันดินโลก
#UN #FAO #GlobalSoilPartnership #MOI
#กระทรวงมหาดไทย #บำบัดทุกข์บำรุงสุข
#SoilandWaterasourceoflife
#SustainableSoilandWaterforbetterlife
#ดินดีน้ำดีชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน
#SDGsforAll #ChangeforGood
#กองทุนชุมชน
#WorldSoilDay
#GlobalSoilPartnership
#UNFAO
#กรมการพัฒนาชุมชน
#ขจัดความยากจน
#TPMAP
#Click ชุมชน
#CDD
#SEPtoSDGs
#SDGforAll@Kmitl
#อารยเกษตร “โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง”
#ทางนี้มีผลผู้คนรักกัน
#ซอยนี้มีรักปลูกผักแบ่งปัน
#โคกหนองนาพัฒนาชุมชน
#นครพนม : เมืองแห่งความสุข
“เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืนด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”
Change for Good

(Visited 1 times, 1 visits today)