ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดตัวโครงการสืบสานพระราชปณิธาน “นาหว้าโมเดล” ในโอกาสครบรอบ 50 ปี โครงการศิลปาชีพ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา ครบ 90 พรรษา และในโอกาสครบรอบ 50 ปี ของศูนย์ศิลปาชีพ
วันนี้ (9 เมษายน 2565) เวลา 10.00 น. ณ ศูนย์หัตถกรรมชุมชนวัดธาตุประสิทธิ์ บ้านนาหว้า อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม
นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมป์ และนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายสมคิด จันทมฤก อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน คุณรติรส จุลชาต ที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” และคุณธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” แถลงข่าวเปิดตัวโครงการสืบสานพระราชปณิธาน “นาหว้าโมเดล” ในโอกาสครบรอบ 50 ปี โครงการศิลปาชีพ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินินาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 และเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี โครงการศิลปาชีพ โดยมี นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม พร้อมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ พัฒนาการอำเภอ และเจ้าหน้าที่ส่วนราชการทุกภาคส่วน เข้าร่วมพิธีเปิด
นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า จุดกำเนิดของพระราชปณิธานในการส่งเสริมการใช้ผ้าไทยเกิดจากการที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเสด็จพระราชดำเนินตามพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทรงเยี่ยมเยียนให้กำลังใจพสกนิกรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทรงเห็นว่าพสกนิกรส่วนใหญ่ที่เป็นเกษตรกร ฐานะความเป็นอยู่ค่อนข้างลำบาก จึงได้ทรงนำเอาสิ่งที่ทอดพระเนตรเห็น นั่นคือ ผ้าทอที่พสกนิกรสวมใส่มารับเสด็จฯ ในแต่ละครั้ง ซึ่งมีความสวยงาม และมีลวดลายอัตลักษณ์ที่แตกต่างกันตามภูมิสังคม วัฒนธรรมแต่ละถิ่น มาขับเคลื่อนส่งเสริม ก่อกำเนิดจัดตั้งขึ้นเป็น “ศูนย์ศิลปาชีพ” ที่อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม เป็นที่แรก ตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2515 เป็นต้นมา เพื่อที่จะนำเอางานหัตถศิลป์ หัตถกรรม โดยเฉพาะผ้าไทยมาเป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ เกื้อกูลเงินรายได้ พร้อมทั้งทรงช่วยหาช่องทางจำหน่าย นำรายได้คืนสู่ครอบครัวของพสกนิกรผู้ทอผ้าในถิ่นต่าง ๆ เนื่องในวาระที่เป็นมงคลยิ่งของพวกเราชาวไทยทุกคน ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จะทรงเจริญพระชนมพรรษา 90 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม 2565 นี้ จึงขอให้ได้ช่วยกันรณรงค์ส่งเสริมการใช้ผ้าไทยด้วยความอิ่มเอิบและซาบซึ้งใจ ทั้งการสวมใส่เป็นเครื่องนุ่งห่ม และการใช้สิ่งของที่ผลิตจากผ้าไทย ในทุกโอกาส ทุกวัน ทุกเวลา ดังโครงการตามพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเป็นโอกาสที่เราจะได้ช่วยเหลือพี่น้องคนไทยซึ่งเป็นผู้รักษาภูมิปัญญาผ้าไทยให้คงอยู่คู่กับชาติไทย ซึ่งล้วนเป็นเครื่องแสดงออกถึงความจงรักภักดี ความกตัญญูกตเวทีต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และแสดงออกซึ่งความตั้งใจในการขับเคลื่อนพระปณิธานของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงทุ่มเทอุทิศพระวรกาย ด้วยแรงบันดาลพระทัยที่มุ่งมั่น ทำให้ผ้าไทยมีชีวิต เป็นมรดกที่ล้ำค่าอยู่คู่กับลูกหลานไทยของเราตราบถึงทุกวันนี้และตราบนานเท่านาน
ดร. วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมป์ และนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย กล่าวว่า ในปี พ.ศ. 2565 นี้ นับเป็นปีมหามงคล เนื่องในในโอกาสเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 90 พรรษา และเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี ของโครงการศิลปาชีพ ซึ่งตลอดระยะเวลา 7 ทศวรรษ ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาของคนไทย ตั้งแต่เมื่อครั้งที่ได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในคราวเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมราษฎรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ปีพุทธศักราช 2498 ได้ทอดพระเนตรเห็นราษฎรนุ่งซิ่นไหมมัดหมี่กันเป็นส่วนใหญ่ จึงได้มีพระราชดำริว่าควรจะมีการนำภูมิปัญญาของราษฎรที่ได้ทอผ้าไว้ใช้กันอยู่ มาพัฒนาเป็นอาชีพให้เกิดรายได้แก่ราษฎร ซึ่งในเวลาต่อมาก็ได้ทรงก่อตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถขึ้น เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ปีพุทธศักราช 2519 เพื่อทำการฝึกอาชีพเสริมให้กับราษฎร อีกทั้งยังมีพระประสงค์เพื่อการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาของคนไทยให้คงอยู่สืบไป
นายสมคิด จันทมฤก อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีมหามงคลยิ่งนี้ กรมการพัฒนาชุมชน ได้จัดทำโครงการสืบสานพระราชปณิธาน “นาหว้าโมเดล” ในโอกาสครบรอบ 50 ปี โครงการศิลปาชีพ เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินินาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระปณิธานของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณรี นารีรัตนราชกัญญา ในการอนุรักษ์ ส่งเสริม และเผยแพร่ผ้าไทย พร้อมทั้งเผยแพร่พระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ด้านการออกแบบเครื่องแต่งกายสิ่งทอให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ตลอดจนการพัฒนาชุมชนต้นแบบบ้านนาหว้า อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ซึ่งนับว่าเป็นจุดกำเนิดของ “มูลนิธิศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินาถ” ให้เป็นตัวอย่างชุมชนทอผ้าที่มีเอกลักษณ์ระดับประเทศ รวมถึงการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ภูมิปัญญาผ้า องค์ความรู้ เทคนิควิธีการเกี่ยวกับเส้นใยและสีธรรมชาติ จนถึงการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย ที่สามารถนำไปออกแบบตัดเย็บให้ทันสมัย สวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน ทุกเพศทุกวัย
ซึ่งกิจกรรมโครงการสืบสานพระราชปณิธาน “นาหว้าโมเดล” มีคณะที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” โดยท่านปลัดกระทรวงมหาดไทย ท่าน ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่นและผ้าไทย ระดับแถวหน้าของเมืองไทย ร่วมให้ข้อเสนอแนะและเป็นที่ปรึกษาในทุกโครงการ โดยได้ออกแบบตราสัญลักษณ์ โครงการ “นาหว้าโมเดล” แนวคิดในการออกแบบ นำภาพดอกจานที่เป็นดอกไม้พื้นถิ่นแถบอีสานเหนือมาจัดวางให้เป็นรัศมีของดวงอาทิตย์ เพื่อสื่อถึงการเริ่มต้นใหม่ที่เปล่งประกายสดใส เนื่องด้วยในวันที่ 23 มกราคม 2565 เป็นวันที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเยี่ยมบ้านนาหว้า จังหวัดนครพนม เป็นช่วงที่ดอกจานเริ่มบานสะพรั่งถือเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นการพัฒนารูปแบบใหม่
ภาพดอกจาน 10 กลีบ สื่อถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10
ออกแบบรัศมีดอกจานให้วนขวา เป็นสัญลักษณ์ของความก้าวหน้าและความเป็นมงคล
ตัวอักษร S สองตัวตรงกลาง หมายถึง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง ผู้พระราชทานโครงการศิลปาชีพฯ ให้แก่ปวงชนชาวไทย และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา องค์ผู้สืบสาน รักษาและต่อยอดโครงการศิลปาชีพฯ และภูมิปัญญาผ้าไทยให้ดำรงอยู่คู่แผ่นดิน
ใช้โครงสร้างสีส้ม ซึ่งเป็นสีประจำพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และสีส้มที่สดใสของดอกจานยังหมายถึงความมุ่งมั่นและพลังแห่งการพัฒนาผ้าไทยให้มีความร่วมสมัยก้าวไกลสู่ระดับสากล
มีกลุ่มเป้าหมาย 6 กลุ่มแรก ในการพัฒนาโครงการ “นาหว้าโมเดล” ดังนี้
- ศูนย์หัตถกรรมและจำหน่ายสินค้าพื้นบ้านวัดธาตุประสิทธิ์
- กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรทอผ้าไหมบ้านท่าเรือ
- กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองวัดศรีบุญเรือง บ้านนางัว หมู่ที่ 2 ตำบลนางัว
- กลุ่มสตรีทอผ้าบ้านโคกสะอาด ตำบลบ้านเสียว
- กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านนาหว้า หมู่ที่ 3 ตำบลนาหว้า
- คนรุ่นใหม่หัวใจคือชุมชน อำเภอนาหว้า
หลังจากพิธีเปิดแถลงข่าวฯ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และ ดร. วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมป์ และนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ และผู้เข้าร่วมพิธีเปิด ได้เยี่ยมชมการจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าและการจัดนิทรรศการกลุ่มทอผ้าไหมกลุ่มแรกของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทั้ง 6 กลุ่ม ในพื้นที่อำเภอนาหว้าและนิทรรศการผ้าโบราณ ผ้าลายอัตลักษณ์พื้นถิ่นของกลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP จาก 11 อำเภอ จังหวัดนครพนม
ในการนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และ ดร. วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมป์ และนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ได้เชิญชวนข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ และประชาชนทั่วไป สวมใส่ผ้าไทยจำนวนวันเพิ่มเติมจากที่กำหนดไว้ เพื่อร่วมกันสืบสานพระราชปณิธาน เป็นการร่วมกันแสดงความจงรักภักดีและเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 ก่อให้เกิดการสร้างรายได้ให้กับช่างทอผ้าและผู้ที่เกี่ยวข้อง กระจายรายได้สู่ชุมชน หนุนเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคงและเกิดการพึ่งตนเอง จึงขอให้ทุกจังหวัดได้เชิญชวนประชาชนและทุกภาคส่วน ร่วมกันสวมใส่ผ้าไทยสีฟ้าในทุกวันศุกร์ตลอดทั้งปี
ทั้งนี้ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนครพนม ได้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) อย่างเคร่งครัด อาทิ การสวมหน้ากากอนามัย การล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ และการเว้นระยะห่างตามมาตรการควบคุมการแพร่ของโรคติดต่ออันตรายในท้องที่จังหวัดนครพนม
#WorldSoilDay
#GlobalSoilPartnership
#UNFAO
#กรมการพัฒนาชุมชน
#CDD
#SEPtoSDGs
#SDGforAll@Kmitl
นครพนม : เมืองแห่งความสุข
เศรษฐกิจฐานรากมั่นคงและชุมชนพึ่งตนเองได้ ภายในปี 2565
Change for Good