วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 18.00 น. ณ บริเวณศาลเจ้าเดนหวั่วโองมู้ ริมแม่น้ำโขง บ้านอาจสามารถ หมู่ 4,6 ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม
นายชัยณรงค์ กาญจะนะกันโห พัฒนาการจังหวัดนครพนม มอบหมายให้นายวินัย สมขาว ผู้ช่วยผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาชุมชน ร่วมเป็นเกียรติในกิจกรรมการประกวดเทพีไทแสก-ธิดาไทแสก ประจำปี 2567 ณ หมู่บ้านวัฒนธรรมเผ่าไทแสกบ้านอาจสามารถ หมู่ที่ 5,6 และศาลเจ้าเดนหวั่วโองมู้ ริมแม่น้ำโขง บ้านอาจสามารถ ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นกิจกรรมภายใต้โครงการส่งเสริมและยกระดับงานประเพณี วัฒนธรรมท้องถิ่นสำคัญของจังหวัดนครพนม กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวงานประเพณีรวมใจไทแสก ประจำปี ๒๕๖๗ เพื่อเป็นการจัดกิจกรรมส่งเสริม ยกระดับและพัฒนาการท่องเที่ยวด้านงานประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นของจังหวัดนครพนมให้เป็นที่รู้จักและดึงดูดนักท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว และเพื่อเป็นการอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นอันดีงามของชาวไทแสกบ้านอาจสามารถให้คงอยู่สืบไป
โดยมีนายสมศักดิ์ บุญจันทร์ นายอำเภอเมืองนครพนม เป็นประธานเปิดกิจกรรมการประกวดเทพีไทแสก-ธิดาไทแสก ประจำปี 2567
นายไพรัตน์ สุสิงห์ กำนันตำบลอาจสามารถ กล่าวว่า งานวันรวมใจไทแสก เป็นวันที่ชาวไทแสกทุกคน ต้องมารวมตัวกัน ณ ศาลเจ้าเดนหวั่วโองมู้ ในวันขึ้น 2 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี เพื่อแสดงออกถึงความเคารพและนับถือซึ่งดวงวิญญาณบรรพบุรุษคือโองมู้ ที่ชาวไทแสกให้ความเคารพสักการะ กิจกรรมในครั้งนี้ ประกอบด้วย พิธีกรรมการกินเตรดเดน ซึ่งเป็นภาษาไทแสก หมายถึงจัดพิธีบวงสรวงไหว้บรรพบุรุษ คล้ายประเพณีวันตรุษจีน ทั้งนี้ชาวไทแสกเชื่อว่าเป็นพิธีกรรมที่มีความสำคัญ เป็นการสร้างศรัทธา ความเชื่อมั่น ก่อให้เกิดความรักความผูกพัน สร้างจิตสำนึก และหวงแหนในวัฒนธรรมของตน มุ่งสอนให้ผู้น้อยให้ความเคารพนับถือผู้ใหญ่กว่า มีความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ และเป็นการพบปะสังสรรค์กันทุกครัวเรือน
หลังพิธีบวงสรวงโองมู้แล้ว คือการแสดง “แสกเต้นสาก” ซึ่งเป็นการละเล่นประจำชนเผ่า จะมีขึ้นเฉพาะพิธีบวงสรวงโองมู้ ในวันขึ้น 2 ค่ำ เดือน 3 เท่านั้น โดยชาวแสกจะเต้นสากถวายโองมู้ โดยอดีตใช้สากตำข้าว ลักษณะยาวประมาณ 2 เมตร ตรงกลางเรียวเล็ก ตีกระทบกันเป็นจังหวะประกอบการเต้น ร่วมกับดนตรีพื้นบ้าน เช่น กลองใหญ่ กลองเล็ก ฆ้อง ฉิ่ง ฉาบ และพังฮาด ที่มีลักษณะคล้ายฆ้อง ตรงกลางจะนูนเป็นวงกลม ภายหลังชาวแสกเลิกใช้สากตำข้าว จึงหันมาใช้ไม้ชนิดอื่นสมมติว่าเป็นสากตำข้าว แม้เสียงจะไม่หนักแน่นเหมือนสากกะเบือยักษ์ แต่ความไพเราะก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
การเต้นจะใกล้เคียงกับรำลาวกระทบไม้ (มีบันทึกว่าการเต้นสากเป็นต้นฉบับรำลาวกระทบไม้) และจังหวะจะโจ๊ะและเร็วกว่าลาวกระทบไม้ มีทั้งเต้นเดี่ยว เต้นคู่ โดยผู้ทำหน้าที่เคาะไม้สากจะนั่งตรงข้ามจับคู่กันประมาณ 5 ถึง 7 คู่ คนเต้นกับคนเคาะไม้จะต้องเข้าขา ผ่านการซ้อมกันมาอย่างดี ต่อมารำแสกเต้นสาก ได้รับการสนับสนุนส่งเสริมจากหน่วยงานราชการ เพื่อให้ดำรงคงอยู่เป็นสมบัติของชาวไทแสกตลอดไป พร้อมพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งของจังหวัดนครพนม
ทั้งนี้ การละเล่นแสกเต้นสาก จากเดิมมีให้เห็นเฉพาะในวันบวงสรวงโองมู้ ปัจจุบันมีให้ชม ในวาระสำคัญของ จังหวัดนครพนม เช่นมีแขกบ้านแขกเมืองมาเยือน หรือเทศกาลอื่นๆ ถือเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัด
จากบันทึกของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้กล่าวไว้ในหนังสือโบราณคดี เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชาวแสก ว่า มีถิ่นเดิมอยู่แถบเมืองวินห์ เมืองรอง ตั้งอยู่ระหว่างชายแดนจีนและเวียดนาม โดยอพยพมาตามแม่น้ำโขง มีบางส่วนได้แยกไปตั้งถิ่นฐานอยู่แคว้นสิบสองปันนา บางกลุ่มโยกย้ายอยู่บ้านโพธิ์ค้ำ บ้านตอกดอกแค เมืองท่าแขก สปป.ลาว และมีบางส่วนได้อพยพข้ามแม่น้ำโขงมาอยู่ฝั่งประเทศไทย ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โดยมีโองมู้เป็นผู้นำในการอพยพในครั้งนี้
ซึ่งจากงานเขียนของนายสุรจิตร จันทรสาขา ได้กล่าวไว้ว่า พระสุนทรราชวงษา (ฝ้าย) ให้ชาวแสกตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ป่าหายโศก เพราะทรงเห็นว่ามีนิสัยรักสงบ และทรงแต่งตั้งให้เป็นกองอาทมาต ทำหน้าที่ลาดตระเวนตามแนวน้ำโขง ภายหลัง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า แต่งตั้งชุมชนเผ่าไทแสกให้เป็นเมืองอาทมาตขึ้นกับเมืองนครพนม โดยให้ท้าวฆาน บุตดี เป็นหลวงเอกอาษา ทำหน้าที่เป็นเจ้าเมือง ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเมืองจากอาทมาตเป็นเมืองอาจสามารถ
และในเอกสารจดหมายเหตุ ร.3 จ.ศ.1191 เลขที่ 3 หอสมุดแห่งชาติ มีข้อความกล่าวถึงประวัติการตั้งเมืองอาจสามารถ ว่า ประเทศไทยได้มีการปฏิรูปการปกครองส่วนภูมิภาค ให้เป็นแบบเดียวกันทั่วราชอาณาจักร โดยให้ยกเลิกการปกครองแบบโบราณของเมืองต่างๆ ในภาคอีสาน ซึ่งเคยปกครองแบบมีเจ้าเมืองอุปฮาต ราชวงศ์ และราชบุตรทั้งหมด ให้เปลี่ยนเป็นตำแหน่งผู้ว่าราชการเมือง ปลัดเมือง ยกบัตรเมือง โดยให้เมืองนครพนมมีพระยาพนมนครานุรักษ์ เป็นผู้ว่าราชการเมือง แบ่งการปกครองออกเป็น 6 อำเภอ คือ 1.อ.เมืองนครพนม 2.อ.เรณูนคร 3.อ.อาจสามารถ 4.อ.อากาศอำนวย 5.อ.กุสุมาลย์ และ มลฑลอำเภอโพธิไพศาล
ต่อมา อ.อากาศอำนวย อ.กุสุมาลย์ และมลฑลอำเภอโพธิไพศาล ถ่ายโอนไปขึ้นกับ จ.สกลนคร ส่วน อ.อาจสามารถได้ปรับเปลี่ยนมาเป็น ต.อาจสามารถ เนื่องจากเขตอำเภอเมือง กับ อ.อาจสามารถมีพื้นที่ติดกัน ห่างกันแค่ 4 กม.เท่านั้น โดยชนเผ่าไทแสก จะอาศัยอยู่มากที่บ้านอาจสามารถ และบ้านไผ่ล้อม ต.อาจสามารถ อ.เมืองนครพนม มีบางส่วนที่แยกไปอยู่ที่บ้านบะหว้า อ.นาหว้า และ บ้านดอนสมอ อ.ศรีสงคราม ทั้งนี้ทั้งนั้นแม้จะแยกย้ายกันไปตั้งบ้านเรือนอยู่ต่างบ้านต่างอำเภอ แต่ชนเผ่าไทแสกจะมีบรรพบุรุษคนเดียวกันคือโองมู้นั่นเอง
#WorldSoilDay #วันดินโลก
#UN #FAO #GlobalSoilPartnership #MOI
#กระทรวงมหาดไทย #บำบัดทุกข์บำรุงสุข
#SoilandWaterasourceoflife
#SustainableSoilandWaterforbetterlife
#ดินดีน้ำดีชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน
#SDGsforAll #ChangeforGood
#กองทุนชุมชน
#WorldSoilDay
#GlobalSoilPartnership
#UNFAO
#กรมการพัฒนาชุมชน
#ขจัดความยากจน
#TPMAP
#Click ชุมชน
#CDD
#SEPtoSDGs
#SDGforAll@Kmitl
#อารยเกษตร “โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง”
#ทางนี้มีผลผู้คนรักกัน
#ซอยนี้มีรักปลูกผักแบ่งปัน
#โคกหนองนาพัฒนาชุมชน
#นครพนม : เมืองแห่งความสุข
“เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืนด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”
Change for Good